การที่รัฐธรรมนูญฉบับ 60 จงใจที่จะไม่บัญญัติสิทธิของประชาชนในหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิประชาชนที่จะได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมขั้นตอนต่าง ๆ
สิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกพรากไปในรัฐธรรมนูญ 2560
ตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ผู้ถูกจับกุมและผู้ต้องหาย่อมต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิในการมีทนายความ เพื่อให้สามารถต่อสู้คดี นำเสนอข้อเท็จจริงในทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ตามหลักการสากลเช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966
ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ จึงได้บัญญัติสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมของผู้ที่ถูกจับ ผู้ต้องหา และจำเลย ได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ
สำหรับ รัฐธรรมนูญฉบับ 40 มีบทบัญญัติกล่าวไว้โดยชัดแจ้งว่า
“ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญามีสิทธิได้รับการช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ ตามที่กฎหมายบัญญัติในกรณีที่ผู้ถูกควบคุมหรือคุมขังไม่อาจหาทนายความได้รัฐต้องให้ความ ช่วยเหลือโดยจัดหาทนายความให้โดยเร็ว”
แต่ทว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กลับจงใจไม่บัญญัติสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ เพียงแต่ไปกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการช่วยเหลือแก่ “ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาส” ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยแทน ซึ่งกลายเป็นว่าสิทธิตามหลักสากลนี้จะขึ้นอยู่ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในการจัดหา และช่วยเหลือเป็นรายบุคคล แทนที่จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
การที่กฎหมายสูงสุดไม่ได้บัญญัติถึงสิทธิการมีทนายความของผู้ถูกจับกุม อาจกระทบต่อการรับรองและคุ้มครองสิทธิการมีทนายความ และอาจส่งผลให้ไม่มีบุคคลใดเข้ามาทำหน้าที่ด้วย
อีกทั้งประชาชนเองยังสุ่มเสี่ยงเสียสิทธิในการฟ้องร้องศาลหากรัฐไม่ทำหน้าที่ดังกล่าว เนื่องจากหน่วยงานรัฐสามารถอ้างเรื่องข้อจำกัดทางการเงินการคลังและทรัพยากร หรืออาจกล่าวอ้างได้ว่า เป็นเพราะประชาชนผู้นั้น ยัง “ยากไร้หรือด้อยโอกาส” ไม่พอ
นอกจากสิทธิของประชาชนในการมีทนายความที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับ 40 ไม่ได้ถูกประกาศเป็นสิทธิของประชาชนอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ 60 แล้ว สื่อสารรณรงค์เพื่อหลักการประชาธิปไตย (iLaw) ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึง สิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่สะดวกรวดเร็วจากที่เคยบัญญัติไว้เป็นสิทธิของประชาชน ในรัฐธรรมนูญ 40 ที่ว่า
“คำขอประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาต้องได้รับการพิจารณาอย่างรวดเร็ว และจะเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้ การไม่ให้ประกันต้องอาศัยเหตุตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะในกฎหมาย และต้องแจ้งเหตุผลให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยทราบโดยเร็ว”
แต่ในรัฐธรรมนูญ 60 กลับบัญญัติว่า
“คําขอประกันผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีอาญาต้องได้รับการพิจารณาและจะเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้ การไม่ให้ประกันต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ”
เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งใจให้อำนาจรัฐ ที่จะไม่ต้องชี้แจงเหตุผลที่ไม่ให้ประกันตัว
พร้อมกับตัดคำว่า “อย่างรวดเร็ว” ออกไปในกระบวนการยุติธรรม ทั้ง ๆ ที่กระบวนการยุติธรรมตามหลักสากลมุ่งเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว โดยยึดภาษิตที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม”
นอกจากนี้ iLaw ยังพบว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 60 นี้ยังได้ตัดสิทธิผู้ที่ถูกควบคุมตัวที่จะได้พบทนายความ และสิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมระหว่างถูกควบคุมตัว รวมทั้งสิทธิของเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว ที่จะได้รับการคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม
สิทธิที่สูญหายทำนิติธรรมไทยเสื่อมถอย
ปฏิเสธใม่ได้ว่าบทบัญญัติสิทธิที่หายในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม ส่งผลกระทบต่อระดับนิติธรรมของประเทศ เห็นได้จากการวัดระดับนิติธรรมของแต่ละประเทศโดย World Justice Project (WJP) ในปี 2568 ประเทศไทยได้คะแนนที่ 0.50 จากคะแนนเต็ม 1.00 คะแนนและถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานโลก และอยู่ในอันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศทั่วโลก
โดย WJP มีดัชนีวัดหลักนิติธรรมเช่น ความรับผิดรับชอบที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย กฎหมายมีความเที่ยงธรรม บังคับใช้อย่างเสมอภาค รับประกันสิทธิมนุษยชน มีสิทธิตามกระบวนการยุติธรรม และความยุติธรรมต้องมีความทันท่วงที
สำหรับตัวชี้วัดนิติธรรมในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่ WJP กำหนดนั้นคือ กระบวนการยุติธรรมจะต้องมีประสิทธิภาพของระบบการสืบสวนสอบสวนและพิพากษา ปราศจากการแบ่งแยกเลือกปฏิบัติ มีกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายและประกันสิทธิของผู้ต้องหา ประเทศไทยได้เพียง 0.42 คะแนนเท่านั้น
เป็นไปได้ว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับ 60 ได้ถูกแก้ไข หรือเขียนใหม่ เพื่อคืนสิทธิในกระบวนการยุติธรรมให้กับประชาชน แทนการนิยามว่าเป็นเพียงหน้าที่ของรัฐ ดัชนีนิติธรรมของประเทศจะสามารถทำคะแนนเพิ่มได้
ทั้งนี้การจัดอันดับนิติธรรมนั้นมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและความมั่นคงของสังคม ไปจนถึงนักลงทุนและประชาคมโลก ที่จะสามารถมั่นใจได้ว่า การกระทำใด ๆ ที่ถูกต้องจะได้รับการคุ้มครอง หรือการกระทำที่ผิดจะถูกลงโทษอย่างเสมอหน้า นักลงทุนจากต่างประเทศจะสามารถมั่นใจได้ว่าการแข่งขันจะเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมายมีความแน่นอน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับประชามติ
- ประชามติชี้ชะตาประเทศไทย จะเปลี่ยนไปหรือเหมือนเดิม
- ทำไม ระดับนิติธรรมไทย ต่ำกว่ามาตรฐานโลก





