
ธิติยา จารุไพบูลย์พันธ์

“สมองเสื่อม” วิกฤตสังคมสูงวัย ที่ต้องแก้ด้วยนโยบายและชุมชน
“ภาวะสมองเสื่อม” หรือ “Dimentia” ไม่ใช่แค่โรค แล้วจบที่การรักษา เพราะกำลังกลายเป็นปัญหาที่สั่นคลอนผู้สูงอายุและคนรอบข้างรวมกว่า 3 ล้านชีวิต ลำพังแพทย์ช่วยวินิจฉัยและจ่ายยาประคองอาการได้ แต่การจะอยู่ต่อได้อย่างมีความสุขต้องอาศัย “นโยบายและชุมชน” ที่จะเข้ามาโอบอุ้มผู้ป่วยและครอบครัว

ภัยพิบัติสุดขั้ว โจทย์ใหม่ที่ต้องเข้าไปในทุกมิตินโยบาย
โลกเข้าสู่ยุค “สุดขั้ว” แต่ระบบจัดการภัยพิบัติไทยยังเปราะบาง ถึงเวลาเลิกวิธีคิดแบบ “แยกส่วนทำ” แล้วนำ “ภัยพิบัติสุดขั้ว” เข้าไปอยู่ในหัวใจทุกภาคส่วน ทุกมิตินโยบาย พร้อมจัดตั้ง “หน่วยงานกลางเป็นเจ้าภาพ” ให้การบริหารจัดการมีความต่อเนื่อง เป็นอิสระ และครอบคลุมภัยพิบัติในทุกมิติอย่างแท้จริง

ถึงเวลาใช้บทเรียนที่มี ยกระดับการจัดการภัยพิบัติ
เมื่อ "น้ำท่วมหาดใหญ่" กลายเป็น “ภาพก๊อปปี้” ของปัญหาการจัดการภัยพิบัติเดิมที่แก้ไม่ตก ท่ามกลางสถานการณ์ยุคโลกรวน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องเลิก "รัฐพิธีกรรม" เร่งรัดใช้ข้อเสนอเชิงนโยบายที่มี อย่าง “สมุดปกแดง” มาปรับใช้กับสถานการณ์จริง ก่อนที่ความเจ็บปวดจะวนลูปกลับมาเป็นความสูญเปล่าที่ไม่มีวันสิ้นสุด

พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สร้างคน พัฒนาเมืองภูเก็ต
โอกาสสำคัญจาก “พ.ร.บ.พื้นที่ต้นแบบนวัตกรรมการศึกษา” ที่จะถูกขยายออกไปอีก 7 ปี คือกุญแจสำคัญนำไปสู่การสร้าง “พลเมือง” มาขับเคลื่อน “ภูเก็ต” ให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน แต่ต้องกล้าทลายกรอบการศึกษาเดิม ปลดล็อกการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น-เอกชน เข้ามามีบทบาทในพัฒนาได้อย่างอิสระ

พื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ ชุมชนต้องตัดสินใจ อยู่ หรือ ย้าย?
ความสูญเสียจากภัยพิบัติซ้ำซากสะท้อนว่าไทยกำลังแบกรับภาระงบประมาณและไล่ตามเยียวยา ถึงเวลาป้องกันเชิงรุก โดยมีชุมชนเป็นแกนหลักในการจัดการ ส่วนรัฐ-นักวิชาการ-ประชาสังคมเป็นพี่เลี้ยง ร่วมผลักดันให้เกิด “แผนรองรับการย้ายถิ่น” และ “GIS Map” เป็นเครื่องมือ ช่วยตัดสินใจว่าจะ “อยู่” หรือ "ย้าย"

ทำให้เสียงประชาชน มี ‘ความหมาย’ ไม่ใช่แค่พิธีกรรม
บางครั้งการออกแบบการพัฒนาที่สร้างความเจริญ อาจกลายเป็นการละเลยสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น การแก้กฎหมายเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ในทุกระดับ จะช่วยนำพาไปสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์และยั่งยืน เพราะหากเศรษฐกิจไม่นำมาซึ่งความมั่นคงแห่งชีวิตในท้องถิ่น การพัฒนาก็ไม่มีความหมาย

นโยบายแก้จน ต้องไม่ใช่แค่หวังผลสำเร็จทางเศรษฐกิจ
นโยบายที่มุ่งผลลัพธ์รวดเร็ว กำลังสร้าง 'ช่องว่าง' ผลักให้ 'คนจน' ยิ่งจมดิ่ง ในขณะที่ปัญหาความยากจนซับซ้อน เกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียวหรือ แก้โดยใครคนใดคนหนึ่ง 'ท้องถิ่น' จึงเป็นอีกกลไกสำคัญ ที่จะช่วยเติมเต็มช่องว่างรัฐและสังคม ให้เกิดการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับ "ชีวิตจริง" ของคนจน

ครึ่งทศวรรษคนจนเมือง: ไขปริศนาความจน สู่สังคมเท่าเทียม
ครึ่งทศวรรษของสารคดี “คนจนเมือง” ชี้ชัดว่าความจนไม่ใช่เรื่องปัจเจกบุคคล แต่เป็นผลพวงของโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ทำให้คนจนต้องอยู่ในกรอบแห่งความเปราะบาง ขณะที่สังคมเคยชินกับการช่วยเหลือแบบเวทนานิยม โดยมองข้ามรากเหง้าของปัญหา

เปลี่ยน “กติกา” ให้เป็นธรรม ไล่ให้ทัน “ความจน”
สังคมเปลี่ยน ความจนก็เปลี่ยน กลายเป็น “ภาวะ” ที่ใครก็เป็นได้ แต่นโยบายที่มีอยู่กลับตามไม่ทัน ขณะที่ “เกมของทุน” กำลังสร้างผู้แพ้เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ถึงเวลาต้องเปลี่ยน “กติกา” ให้เป็นธรรม ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ให้ทุกคนเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี