‘ในน้ำมีปลาในนามีข้าว’ เป็นประโยคที่คนไทยคุ้นชินกับมายาวนาน ประโยคนี้สร้างความเข้าใจว่าประเทศไทยมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ และมีระบบอาหารที่สมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเรื่องจริงในอดีต แต่ทุกวันนี้บริบทต่างๆ ได้เปลี่ยนไปแล้ว
ประเทศไทยเจอกับวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 โรคระบาดโควิด-19 หรือเหตุการน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งล่าสุด แต่ละครั้งล้วนสะท้อนให้เห็นว่าระบบอาหารของประเทศไทยไม่ได้มีความแข็งแรงมากนัก และระบบอาหารขาดความสามารถในการเพิ่งพาตนเอง
ปิยะพงษ์ บุษบงก์ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนเรื่องการสร้างนโยบายสาธารณะด้านระบบอาหารทางเลือก เล่าถึงความเปราะบางของระบบอาหารที่คนไทยนึกไม่ถึงว่ากำลังเกิดขึ้นอยู่ และมีโอกาสสูงที่วิกฤตต่างๆ จะเกิดถี่มากขึ้น และนานขึ้นในอนาคต
ปิยะพงษ์ เล่าถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาหารหลายด้านที่เชียงใหม่เจอ ทั้งปัจจัยจากภายในประเทศและจากนอกประเทศ มีความเปราะบางมากกว่าที่คนเคยเชื่อกัน
ความเปราะบางเพราะศูนย์กระจายอาหาร
เมื่อพูดถึงเรื่องความเปราะบางของอาหาร หลายคนอาจนึกภาพไม่ออก หรือ ไม่เข้าใจว่าคืออะไร ปิยะพงษ์ เล่าถึงเหตุการณ์ที่สะท้อนความเปราะบางของระบบอาหารเชียงใหม่ การระบาดของโควิด-19 ทำให้เชียงใหม่เกิดภาวะช็อค จากความเชื่อว่าเชียงใหม่มีอาหารเยอะแยะไปหมด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นกลับตรงกันข้าม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ กาดเมืองเชียงใหม่ ที่มีลักษณะเหมือนตลาดไทยคือเป็นศูนย์กระจายอาหาร หรือ Distributor มีการประกาศสั่งปิดตลาดเนื่องจากมาตรการป้องกันโรคระบาด และในเวลาเดียวกันร้านอาหารส่วนใหญ่ 70-80% ก็ปิดการบริการ หนึ่งเพราะควบคุมการระบาดของโรค แต่สองซึ่งเป็นเหตุผลที่น่าตกใจกว่าคือ หาวัตถุดิบไม่ได้ จึงเป็นที่มาของข้อสงสัยว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น
จากการลงพื้นที่สำรวจใน 11 ตลาดหลักของเชียงใหม่ ปิยะพงษ์ พบว่า แผงลอย 1,000 กว่าแห่งที่พ่อค้าแม่ค้ารับผักผลไม้หรือเนื้อสัตว์มานั้น สินค้ามากถึง 90% ขึ้นไปล้วนมาจากที่เดียวกันซึ่งคือ กาดเมืองเชียงใหม่ ฉะนั้นแล้ว การปิดกาดเมืองใหม่หมายถึงการปิดของกาดเล็กๆ ทั้งหมดทั่วเมืองที่มีอยู่ การที่ศูนย์กระจายอาหารมีแค่แหล่งเดียว สะท้อนให้เห็นถึงการการพึ่งพาในอัตราที่สูงและเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์
เชียงใหม่พึ่งพาตัวเองได้ต่ำกว่าที่คิดในเรื่องอาหาร
ความเปราะบางถัดมา คือ การพึ่งพิงแหล่งอาหารจากข้างนอก มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าอาหารเชียงใหม่เดินทางไกล ‘มาก’ ทั้งจากทั่วภูมิภาคในประเทศไทย และจากต่างประเทศทั้งประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา
ปิยะพงษ์ ชี้ บริเวณรอบขอบเมืองเชียงใหม่ที่ห่างไปไม่เกิน 50-60 กิโลเมตร มีการผลิตพืชผักผลไม้ แต่ทว่าผลผลิตส่วนใหญ่กลับไม่ถูกส่งตรงมายังเมืองเชียงใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีระบบพ่อค้าคนกลางเข้ามาซื้อผลผลิตต่างๆ เพื่อนำไปขายที่ตลาดไทย ก่อนที่ผลผลิตเหล่านั้นจะกระจายไปทั่วประเทศ หรือแม้กระทั่งวนกลับมาที่เชียงใหม่อีกรอบ ส่งผลให้แทนที่ผลผลิตจะเดินทางเข้ามาในเมืองตรงๆ ด้วยราคาที่จับต้องได้สำหรับผู้บริโภค แต่กลับต้องเดินทางอ้อมพร้อมกับราคาที่แพงขึ้น

ภาพด้านบนนี้เป็นตัวสะท้อนว่าอาหารที่คนเชียงใหม่บริโภคนั้นมาจากทั่วประเทศ แม้กระทั่งจากจังหวัดปัตตานีหรือชุมพรที่มีระยะทางที่ไกลมาก จากการสำรวจพบว่า เมืองเชียงใหม่พึ่งพาอาหารที่มาจากนอกจังหวัดมากถึง 23,274 กิโลเมตรต่อวัน แปลว่าสูญเสียพลังงานกับการขนส่งอาหารไปทั้งหมด 5,818.62 ลิตรในหนึ่งวัน ซึ่งคิดเป็นการปล่อย Carbon footprint มากถึง 11,652.70 กิโลกรัม หรือเทียบเท่ากับการตัดต้นไม้วันละ 777 ต้น
เพราะฉะนั้นแล้วจึงเป็นโจทย์ที่ต้องคิดต่อว่า จะทำอย่างไรให้เชียงใหม่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และทำอย่างไรให้พึ่งพาตนเองได้มากกว่าเดิม
ผลผลิตจากต่างประเทศทะลัก เมื่อไร้มาตรการภาครัฐ
ในอีกมุม เชียงใหม่ได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่ทะลักมาจากต่างประเทศ ในความเป็นจริง มีผลผลิตจากหลายประเทศที่เข้ามาขายในเชียงใหม่ แต่สัดส่วนที่มากที่สุดคือมาจากประเทศจีน สิ่งที่น่าตกใจและประหลาดใจคือ ผลผลิตต่างๆ ที่เข้ามาจากต่างประเทศนั้นสามารถปลูกได้ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น แครอท กะหล่ำปลี เห็ดหอม หอม กระเทียม และผักสลัด เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเทศจีนทำคือ เข้ามาซื้อผลผลิตและนำไปทดสอบที่ตลาดบ้านเขาก่อน จากนั้นค่อยเริ่มการผลิตเอง ปิยะพงษ์ ยกตัวอย่าง ลำไย หลายปีที่ผ่านมาลำไยที่ปลูกในประเทศไทยแทบจะไม่มีราคา เพราะว่าแต่ก่อน ประเทศจีนนำเข้าลำไยจากประเทศไทย จนตอนนี้เขาสามารถปลูกเองได้แล้ว และยังส่งเข้ามาขายในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งก็เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นกับผลไม้อื่นๆ เช่น ทุเรียน
การทะลักเข้ามาของผลผลิตต่างประเทศ บวกการไร้มาตรการจากภาครัฐในการช่วยเหลือ ส่งผลให้เกษตรกรไทยและผู้บริโภคกำลังพ่ายแพ้ให้กับสินค้าจีนที่มีราคาต่ำจากต้นทุนที่ถูกกว่า ไม่ว่าจากแรงงานราคาต่ำ หรือต้นทุนด้านอื่นๆ จึงเป็นการสู้กันระหว่างความต้องการของตลาดและผู้ผลิตโดยตรง
ปิยะพงษ์ ชี้ สามารถมองเรื่องความเปราะบางตรงนี้ได้เป็นสองส่วน หนึ่ง ระบบพ่อค้าคนกลางที่เคลื่อนย้ายอาหาร หนีออกห่างจากชนบทที่อยู่ใกล้เมือง ไปยังเมืองใหญ่แล้วค่อยย้อนกลับมา สอง การทะลักของผลผลิตจากต่างประเทศที่ไร้มาตรการในเชิงนโยบายที่ชัดเจนที่จะช่วยให้เกษตรกรอยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ ปิยะพงษ์ ยังชวนมองถึงอนาคตว่ามีโอกาสสูงที่ Sector นี้หรือ เกษตรกรในพื้นที่ ระบบอาหารในพื้นที่ จะอ่อนแอลงและจากไป สังเกตได้จากสัดส่วนการลงทุนและการผลิตในเชียงใหม่ที่ลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ จากการผลิตผักและผลไม้ไปสู่การผลิตอย่างอื่นมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะพึ่งพาแหล่งอาหารจากภายนอกมากขึ้น
เนื้อวัวเนื้อควาย อาหารพื้นเมืองที่มาจากพม่า
ความเปราะบางต่อมาเกี่ยวกับเรื่องของสัตว์ใหญ่โค-กระบือ หรือเนื้อวัวเนื้อควายนั้นเอง สิ่งที่น่าแปลกใจคือ เนื้อวัวเนื้อควายที่เป็นวัตถุดิบหลักของอาหารพื้นเมืองเชียงใหม่นั้นต้องนำเข้ามาจากที่อื่น นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ย้อนแย้ง
ปิยะพงษ์ เล่าว่า เรื่องนี้อาจไม่มีการพูดถึงมากนักในพื้นที่อื่น เพราะสัดส่วนการบริโภคเนื้อวัวเนื้อควายในภูมิภาคอื่นไม่สูงเท่าไหร่ แต่การทำอาหารส่วนใหญ่ในเชียงใหม่ยังใช้เนื้อวัวเนื้อควาย เพราะเมนูเนื้อวัวเนื้อควายเชื่อมโยงกับอาหารท้องถิ่น
ทั้งนี้ทั้งนั้น พบว่า เส้นทางของวัวควายส่วนใหญ่ที่บริโภคมาจากพม่า เข้าไทยมาทางอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก สัดส่วนที่มาจากอำเภอแม่สอดจะเยอะกว่าเพราะมีถึง 12 ช่องทางในการลำเรียงมาจากพม่าโดยทางเรือ วัวควายเหล่านั้นมาเป็นตัวด้วยเหตุผลเรื่องความสดใหม่ และสองถึงแม้จะมีการบริโภคในประเทศไทย แต่ประเทศไทยถือว่าเป็นทางผ่านไปยังปลายทางที่จีน ที่ประเทศจีนมีการชำแหละที่แตกต่างออกไป ด้วยเหตุนี้จึงมีการขนถ่ายวัวขนวัวทะลุเข้าพรมแดนก่อนที่จะออกไปทางอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
ในเรื่องของจำนวนวัวควายที่ผ่านเข้ามา ปิยะพงษ์ เล่าว่า ในหนึ่งปีจะมีวัวควายประมาณ 500,000 ตัว เข้ามาตามชายแดน แต่ด้วยความที่เป็นการเข้ามาผ่านด่านธรรมชาติ จึงไม่สามารถระบุตัวเลขที่ชัดเจนและเป็นตัวเลขประมาณการ แต่ปลายทางที่จีน ต้องการวัวประเภทนี้มากถึง 2 ล้านตัวต่อปี
ปิยะพงษ์ เล่าถึงเรื่องน่าเศร้า หนึ่ง วัวควายเหล่านี้ถูกเคลื่อนย้ายในสภาพที่อนาถา เพราะถูกอัดมาในรถบรรทุก โดยรถหนึ่งคันจะมีวัว 25 ตัว ซึ่งไม่มีพื้นที่ที่เพียงพอ เมื่อมาถึงกาดที่เชียงใหม่ วัวควายจึงมีแผลถลอกตามตัว ตรงนี้สะท้อนถึงความรุนแรงที่อยู่ในระบบอาหารที่เราไม่คาดคิดและคาดไม่ถึง สอง ลึกไปกว่านั้น คือ ทราบว่าการซื้อขายวัวควายตามตะเข็บชายแดนนั้นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสงคราม เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจการค้าอาวุธในพม่า เพราะเป็นสินค้าหลักของกองทัพกะเหรี่ยง ในการต่อสู้กับการรุกรานของรัฐบาลกลางในประเทศพม่า
ทั้งนี้ทั้งนั้น การตระหนักรู้ว่า การที่อาหารท้องถิ่นยังต้องเพิ่งวัวควายจากประเทศพม่า เป็นภาพสะท้อนได้ดีว่าระบบอาหารเชียงใหม่นั้นเปราะบางมาก ไม่สามารถพึ่งพาแหล่งอาหารจากในพื้นที่ของตนได้ ไม่มีการสนับสนุนการเลี้ยงวัวควายพันธ์ท้องถิ่นเท่าที่ควร ระบบอาหารเนื้อวัวเนื้อควายที่เป็นอยู่นั้นไม่ส่งเสริมปศุสัตว์ท้องถิ่นทั้งๆ ที่ในบริเวณใกล้ๆ มีวัวจากจังหวัดลำพูนอยู่
เมื่อถามต่อถึงเรื่องการใช้เนื้อสัตว์จากภูมิภาคในประเทศ ปิยะพงษ์ ตอบว่า มีความพยายามในการผลักดันให้เลี้ยววัวควาย โดยเฉพาะวัวพันธุ์ท้องถิ่น แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าการเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเพื่อเอามาจำหน่ายในตลาด เพื่อมาทำลาบ อาจไม่ใช่เส้นทางการสร้างรายได้ที่แท้จริง และคนไทยยังมีความนิยมในการเลี้ยงวัวพันธ์ดีเพื่อเสริมบารมีมากกว่า และไปขายต่อในตลาดที่มีราคาสูงกว่า
นอกจากนี้มีความกังวลในเรื่องของความปลอดภัยของเนื้อสัตว์ บางเจ้ามีการใช้สารเร่งเนื้อแดงเพื่อทำลาบเพราะต้องการภาพที่เนื้อมีสีแดงเพื่อแสดงถึงความสดใหม่ แต่ทว่าเป็นสารที่อันตรายต่อสุขภาพ
เนื้อสัตว์แพงจากระบบผูกขาด
เนื้อหมูเนื้อไก่ที่แพงนั้นมาจากสัดส่วนทางตลาดของบริษัทใหญ่ แต่ทว่าผู้บริโภคยังไม่ตระหนักรู้ถึงระบบผูกขาดที่นำไปสู่ราคาอาหารที่แพงมากนัก
เพื่อให้เห็นภาพ ปิยะพงษ์ อธิบายว่า การสำรวจตลาดพบว่า เจ้าของผลิตภัณฑ์เนื้อหมูเนื้อไก่เกือบทั้งหมดมาจากแค่สองเจ้าเท่านั้น หรือคิดเป็น 68% ที่เนื้อหมูเนื้อไก่มาจากบริษัทใหญ่เพียงสองแห่ง ในขณะที่รายเล็กมีส่วนแบ่งทางตลาดน้อยมากไม่ถึง 1% ด้วยสัดส่วนทางตลาดลักษณะนี้ จึงไม่แปลกใจที่เมืองเชียงใหม่ต้องเจอกับราคาเนื้อหมูที่แพง
ข้อมูลจากการสำรวจคนเชียงใหม่ที่อาศัยอยู่บริเวณขอบเมืองตามด้านล่างนี้ สะท้อนว่า เรื่องอาหารแพงเป็นสิ่งที่ผู้คนกังวลมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 77.02% มีความกังวัลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านอาหารมากที่สุด รองลงมาเป็นความกังวลเรื่องการขาดแคลนอาหารที่ 13.08% และ เรื่องความปลอดภัยของอาหารเป็นเรื่องที่คนให้ความกังวลน้อยที่สุด คิดเป็น 9.72%

นอกจากนี้ ควรจะรับรู้ไว้ว่าอุตสาหกรรมมีความเชื่องโยงต่อวิกฤตซ้ำซ้อนเรื่องฝุ่นควัน ปิยะพงษ์ ชี้ วิกฤตฝุ่นควันแปรผันโดยตรงกับวิกฤตอาหาร เพราะสาเหตุหลักของเรื่องฝุ่นควันมีความเชื่องโยงกับพื้นที่ที่ผลิตข้าวโพดเพื่อไปเลี้ยงสัตว์
ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกระจายอาหารที่มีความกระจุกตัวอยู่ที่กาดเมืองใหม่ อาหารที่ต้องเดินทางไกลทั้งๆ ที่ท้องถิ่นก็เพาะปลูกได้ หรืออาหารพื้นถิ่นที่พึ่งพาวัตถุดิบจากต่างแดน การไร้มาตรการภาครัฐในการคบคุมอาหารนำเข้า และระบบผูกขาดที่ส่งผลให้เนื้อสัตว์มีราคาสูง ล้วนแต่สร้างความเปราะบางให้กับระบบอาหารเชียงใหม่ เกษตรกรในพื้นที่และผู้บริโภคกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงระบบอยู่
หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาระบบอาหารจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยง เพราะทั้งภัยธรรมชาติและวิกฤตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะเกิดบ่อยขึ้นและถี่ขึ้นในอนาคต
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




