พื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ มีเพียง 2.6 % ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งเป็นถือเป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ ทั่วโลก
ทาง กทม. จึงได้มีนโยบาย “ปลูกต้นไม้ล้านต้น สร้างกำแพงกรองฝุ่น” ดักจับมลพิษและกรองฝุ่น ซึ่งได้ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 900,000 ต้น ทั่วกรุงเทพฯ และมียอดจองปลูกรวม 1,641,310 ต้น และนโยบาย “สวน 15 นาที” เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ภายใน 15 นาที พร้อมทั้งเพิ่มการจ้างงานรุกขกร ทำหน้าที่ดูแลต้นไม้ใหญ่ให้แข็งแรง ปลอดภัย
อย่างไรก็ตามในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวสาธารณะในกรุงเทพ เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะเป็นพื้นที่เมืองที่มีราคาที่ดินสูง การใช้ที่ดินเท่าที่จะทำได้จึงเป็นพื้นที่ใต้ทางด่วน ริมถนนหนทาง พื้นที่โล่งว่างรกร้าง พื้นที่ราชการและเอกชนบางแห่ง ศาสนสถาน ชุมชน
อย่างไรก็ตาม โจทย์ที่สำคัญ คือ พื้นที่สีเขียวสาธารณะไม่ได้มีความหมายถึงสวนสาธารณะไว้ปลูกต้นไม้เท่านั้น แต่หมายรวมถึงพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ จัดกิจกรรมและอยู่ร่วมกับชุมชน
พื้นที่สีเขียวสาธารณะจึงเป็นอีกนโยบายที่คนรุ่นใหม่ร่วมกันออกแบบและเสนอถึงผู้ว่ากทม. คนใหม่ ในรายการ Bangkok Pitch แผนพลิกบางกอก ทาง ThaiPBS ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ และสมาชิกสภา กทม. 28 มิ.ย. 69 เพื่อพลิกกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่อยากเห็น และมีพื้นที่สีเขียวสาธารณะมากขึ้นในชุมชนและย่านต่าง ๆ
ทั้งนี้ เนื่องจากคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้มาจากจังหวัดที่หลากหลาย และย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง พวกเขาพบปัญหาเดียวกันว่า กรุงเทพฯ ไม่ได้มีพื้นที่สีเขียวมากเท่าบ้านเกิด ไม่มีพื้นที่สาธารณะให้คนรุ่นใหม่ได้ทำกิจกรรมมากเท่า หากกรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียว มีพื้นที่ให้ทำกิจกรรมมากขึ้นย่อมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น
พลิกพื้นที่รกร้างใจกลางเมืองเป็นแหล่งอาหารชุมชน
กลุ่ม Green Youth เสนอ โครงการ “เปลี่ยนพื้นที่รกร้างเป็นแหล่งอาหารชุมชนเมือง” เนื่องจากมองเห็นว่า ภาวะ “เอลนีโญ” (El Niño) ที่สภาพอากาศ “อุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ” ซึ่งกระทบต่อภาคการเกษตร 77% เมื่อผลผลิตทางการเกษตรน้อยลง เท่ากับว่า “โลกร้อนถึงจานข้าว” ค่าอาหารแพงขึ้น
ประกอบกับค่าขนส่งอาหารที่แพงขึ้นจากราคาเชื้อเพลิง หมายถึงค่าครองชีพที่แพงขึ้น ส่งผลต่อกลุ่มคนเปราะบางที่เข้าไม่ถึงอาหารมากยิ่งขึ้น ทั้ง ๆ ที่การเข้าถึงอาหารเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะคนเปราะบางที่อยู่ในตัวเมือง ที่ไม่สามารถผลิตอาหารได้เอง
ทาง Green Youth เห็นว่า เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ซึ่งในในย่านเมืองชั้นใน ผู้คนหนาแน่น เข้าถึงการผลิตอาหารได้อย่างจำกัด กลายเป็นความไร้ความมั่นคงทางอาหาร อย่างไรก็ตามเขตนี้ซึ่งมี 2,025 ตร.ม. มีศักยภาพพอที่จะสามารถผลิตอาหารเองได้ ด้วยการสร้าง Pocket Farm ในบริเวณพื้นที่เอกชนรกร้าง
Pocket Farm เป็นแนวคิดการสร้างระบบผลิตอาหารระดับครัวเรือน โดยใช้พื้นที่ขนาดเล็กมาก ๆ เพื่อปลูกผักและเลี้ยงปลาด้วยระบบน้ำหมุนเวียน ซึ่งทำให้สามารถพึ่งพาตนเองและลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารได้ ไปจนถึงสร้างรายได้ จำหน่ายผลผลิตสดในชุมชน
ข้อเสนอกลุ่มนี้คือให้ กทม. สนับสนุนพื้นที่ด้วยกลไกภาษี เป็นแรงจูงใจ ลดภาษีให้เอกชนปล่อยเช่าพื้นที่ร้าง และจัดสรรงบประมาณในการทำ หรือผัน “สวน 15 นาที” ซึ่งเป็นโครงการที่มีอยู่แล้วของกทม. ให้เป็นสวนพืชผักสวนครัว สนับสนุนให้คนในชุมชนทำงานร่วมกัน เลือกประเภทพันธุ์พืชที่ต้องการเอง และให้สำนักงานเขตเป็นพี่เลี้ยง upskill ด้านการเพาะปลูก อบรมการทำปุ๋ยหมัก หาช่องทางการตลาด
สร้าง “สวนใกล้บ้าน” และสวนเก็บน้ำย่านบางกะปิ
เช่นเดียวกับ ทางกลุ่ม Green Common เสนอโครงการ “สวนใกล้บ้าน” เปลี่ยนพื้นที่ทิ้งร้างสู่สวน โดยเลือกพื้นที่ต้นแบบที่เขตบางกะปิ ซึ่งเป็นเขตนอกเมืองกรุงเทพ ประชากรยังไม่หนาแน่นมาก และพื้นที่เอกชนทิ้งร้างรวม 14 ไร่ มีพื้นที่ขยะสะสม แต่ก็มีชาวบ้านทำการเกษตรเล็ก ๆ ในพื้นที่นั้น โดยไม่ได้รับการดูแลหรือจัดสรร
สวนใกล้บ้านนี้จะให้ชาวบ้านในละแวกนั้นช่วยกันดูแล ซึ่งไม่เพียงทำให้มีที่สาธารณะมากขึ้น และเพิ่มมูลค่าที่ดิน ยังจะทำให้ชุมชนแข็งแรงมากขึ้น ทั้งนี้ กทม. ต้องสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแล และอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงลดภาษีที่ดินของเอกชนเพื่อแลกให้เข้าใช้พื้นที่
สำหรับ “สวนใกล้บ้าน” ยังคนรุ่นใหม่ยังเสนอให้ทำเป็นสวนฟอกน้ำ ให้เป็นแหล่งช่วยรับน้ำ กรองและเก็บน้ำฝน ลดน้ำท่วมซึ่งเป็นอีกปัญหาในเขต รวมทั้ง แก้ปัญหา Urban Heat
Urban Heat หรือ Urban Heat Island (UHI) คือ ปรากฏการณ์ “เกาะความร้อนในเมือง” ซึ่งเป็นภาวะที่พื้นที่ใจกลางเมืองหรือเขตชุมชนหนาแน่น มีอุณหภูมิอากาศสูงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากพื้นผิวคอนกรีต ถนนยางมะตอย และหลังคาตึก รวมทั้งการขาดพื้นที่สีเขียว ทำให้ขาดร่มเงาและการคายความร้อนของต้นไม้ตามธรรมชาติ ไปจนถึงความหนาแน่นของตึกรามบ้านช่อง ที่เป็นกำแพงขวางทางลม ระบายอากาศได้ยาก
พื้นที่สีเขียวสาธารณะไม่ได้มีแค่สวน แต่ต้องรองรับทุกกิจกรรม
ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์ ผอ.ศูนย์การทดลองเมืองกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Lab) เสนอว่า ทั้ง 2 ทีมเน้นพลิกพื้นที่รกร้างเป็นพื้นที่ทางการเกษตร หากแต่ต้องเพิ่มกิจกรรมอื่นเข้าไปด้วย รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์อาจจะต้องให้เหมาะสมกับโครงการและชุมชน เช่นการใช้คอนกรีตที่ลดความร้อนและซึมน้ำได้ เพื่อให้เป็นพื้นที่ซึมน้ำและกักเก็บน้ำได้มากขึ้น
ณัฐวุฒิ ยังได้ฝากถึงผู้ว่า กทม. คนใหม่ถึงความท้าทายในการพลิกพื้นที่รกร้างเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะว่า “ภาครัฐยังไม่เห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานจริง ๆ มากนัก ทำให้ไม่ค่อยมีการสร้างพื้นที่สีเขียนในเมือง ภาครัฐต้องปรับความคิดตรงนี้”
ที่ดินใน กทม. มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ เลยเป็นความยากเวลาจะนำที่ดินเอกชนมาเป็นพื้นที่สีเขียว เพราะเอกชนได้ลงทุนไปแล้ว ดังนั้นการจะเอาคืนพื้นที่สีเขียว จะต้องการความเสียสละมาก และภาครัฐจะต้องหาแรงจูงใจที่น่าดึงดูดใจ ไม่ทำให้เอกชนรู้สึกเสียผลประโยชน์
ในการใช้พื้นที่เอกชนที่เป็นสิ่งปลูกสร้างอาคารสถานที่มาใช้เป็นพื้นที่สาธาณะ สามารถนำบางส่วนมาใช้ได้ เช่น ตึกแถว ที่มักถูกใช้แค่ชั้นเดียว ชั้น 2-3-4 ไม่ค่อยถูกใช้ ซึ่งภาษีที่ดินมองข้าม เพราะมองเป็นแปลง ดังนั้นในการปรับปรุงภาษีและการใช้พื้นที่ต้องปรับปรุงกฎหมายอาคาร ให้พิจารณาเป็นชั้น ๆ ของอาคาร
พนิต ภู่จินดา ผู้อำนวยการศูนย์สร้างเสริมสุขภาวะเมือง (HSF) วิเคราะห์ว่า แม้ทั้ง 2 กลุ่ม จะโจทย์พื้นที่ต่างกัน อย่างป้อมปราบศัตรูพ่าย กับ บางกะปิ แต่มีโจทย์เดียวกันคือทำอย่างไรให้พื้นที่กลางร่วมกัน ที่คนเข้าถึงได้ ใช้ประโยชน์ใช้สอยร่วมกัน และบริการจัดสรรร่วมกันเองในชุมชน รวมถึงสามารถทำธุรกิจในชุมชนได้
สวนสาธารณะควรเป็นพื้นที่ใช้สอยได้ 24 ชั่วโมง ไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์แบบสถานที่ราชการ มีเวลาเปิด-ปิด แต่เป็นพื้นที่ที่ใช้สอยร่วมกันได้ตามช่วงเวลา ในแต่ละช่วงเวลาเอื้อประโยชน์ให้ใครได้บ้าง เช่น ขายของ พักผ่อน กิจกรรมสันทนาการ แอโรบิค กิจกรรมนักเรียนหลังเลิกเรียน
ดังนั้น ในการจัดการดูแลจะต้องคำนึงถึงการแบ่งเวลากันภายในชุมชน เช่น ทำความสะอาด รักษาความปลอดภัย ซึ่งก็จะเป็นส่วนที่ช่วยให้เกิดการจ้างงาน และการสร้างบทบาทให้กับผู้คนในชุมชนและเกิดความรู้สึกความเป็นเจ้าของและหวงแหน
มากไปกว่านั้น เพื่อตอบรับความหลากหลาย พื้นที่สีเขียวนี้จะต้อง pet friendly ด้วย ซึ่งต้องมีการจัด zoning และบริหารวิธีการจัดการ ที่สอดคล้องกับความหลากหลาย
โครงการนี้ พนิต ฝากถึงผู้ว่าฯ ว่า“เมืองทุกเมืองมีพลวัต จึงอยากให้ผู้บริหาร กทม.คนใหม่มอง “พลวัตเมือง” ด้วย ไม่มองด้วยแว่นแบบ 40-50 ปีที่แล้ว ที่ไม่เข้าใจพลวัตของเมือง
การทำความเข้าใจพลวัตของเมืองต้องเข้าใจว่า แต่ละย่านแต่ละเมืองมีความแตกต่างและต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และเมืองนั้นต้องมั่นคงตลอด 12 เดือน ไม่ว่าจะมีสถานการณ์ใด ๆ และแม้ว่าคนไทยจะเกิดน้อยลง แต่ประชากรในกทม.และปริมณฑลไม่ได้น้อยลงเลย ทำให้เมืองขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ส่วนรวมลดลง ขณะที่พื้นที่ส่วนตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็มีขนาดเล็กลง
ในการสร้างพื้นที่ส่วนรวมนั้น ต้องสามารถใช้งานได้หลากหลายขึ้น ต้องไม่มีแล้ว 5 โมงเย็น ปิดประตูห้ามใช้ และเมื่อสร้างพื้นที่สีเขียวก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่สีเขียวเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมเดียวทั้ง 24 ชม. และในการสร้างพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ส่วนรวมก็ไม่จำเป็นพื้นที่รัฐอย่างเดียว เอกชนร่วมด้วยก็ได้ หวังว่า ผู้บริหาร กทม. คนใหม่เข้าใจพลวัตเมืองที่เปลี่ยนไป
เช่นเดียวกับ ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม we!park ที่กล่าวว่า
“ผู้ว่าฯ กทม.ต้องเปลี่ยนวิธีคิดว่า พื้นที่สีเขียวไม่ใช่แค่สวน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ที่สามารถใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้ด้วย เช่น เป็นพื้นที่รับน้ำ กักเก็บน้ำ เมื่อจะสร้างพื้นที่สีเขียวต้องมองให้ครบทุกมิติ ต้องประสานหน่วยงานอื่นๆ ดึงทุกระบบนิเวศ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์อย่างแท้จริง”
นอกจากสวนแล้วยังสามารถทำเป็นที่จอดรถ ศูนย์อาหาร พื้นที่การเกษตร ซึ่งจะต้องแบ่งสัดแบ่งส่วน นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวด้วย ที่ต้องมีความปลอดภัย เช่นเส้นทางที่รถราขับผ่าน ต้องพิจาราณาถึงการเดินทางไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ
มากไปกว่านั้นการรวมกลุ่มและการสร้างชุมชน อาจจะเป็นการรวมตัวของคนที่มีความสนใจร่วมกัน อัตลักษณ์ร่วมกัน หรือแม่แต่การรวมกลุ่มทางออนไลน์ ชุมชนอาจจะไม่ได้ติดที่ หรืออยู่กับพื้นที่นั้นจริง ๆ ก็เป็นอีกโจทย์ที่ต้องพิจารณาว่าจะจัดการหรือรองรับอย่างไร
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- เฉดที่แตกต่างของ “เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
- สิ่งแวดล้อมวิกฤต ต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
- กรุงเทพฯของใคร? เหตุใดการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จึงสำคัญกว่าที่คิด




