สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 จนถึงวันนี้ก็ใกล้จะครบหนึ่งเดือนแล้ว แต่ยังไม่มีท่าทีชัดเจนว่าจะจบลงเมื่อไหร่หรือจะจบลงอย่างไร ความยืดเยื้อและความไม่ชัดเจนทำให้แต่ละประเทศต้องมองหาทางออกเพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงานที่ส่งผลต่อหลายๆ อย่าง เช่น วิกฤตปุ๋ยแพง อาหารแพง เป็นต้น หลายประเทศ ออกมาตรการคุมราคาน้ำมันชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือประชาชน และขอความร่วมมือจากประชาชนในการช่วยประหยัดการใช้ไฟฟ้า เพราะแหล่งพลังงานเป็นทรัพยากรที่ไม่เพียงพอในตอนนี้
ญี่ปุ่น: ปล่อยน้ำมันสำรอง 80 ล้านบาร์เรล มากสุดเป็นประวัติศาสตร์
เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ข้อมูลจากสำนักข่าว The Guardian ระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศปล่อยปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่เยอะที่สุดเป็นประวัติศาสตร์เป็นจำนวน 80 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นประมาณ 12,720 ล้านลิตร ให้กับโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ
ซึ่งปริมาณน้ำมันสำรองที่ 80 ล้านบาร์เรลสามารถคิดเป็นความต้องการของการใช้น้ำมันภายในประเทศได้ 45 วัน ในขณะที่ช่วงปลายปี 2568 ญี่ปุ่นมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองอยู่ที่ 470 ล้านบาร์เรล (74,730 ล้านลิตร) คิดเป็นน้ำมันสำรองใช้ภายในประเทศได้ 254 วัน
ในเรื่องของการควบคุมราคาน้ำมัน รัฐบาลเสนอมาตรการเงินช่วยเหลือ (subsidies) เพื่อคุมราคาน้ำมันเบนซิน (gasoline) ให้คุมราคาไว้ที่ 170 เยนต่อลิตร หรือประมาณ 1.10 ดอลล่าสหรัฐ โดยรัฐบาลจะทบทวนมาตราการเงินช่วยเหลือทุกสัปดาห์
ทั้งนี้ประชาชนในประเทศมีความกังวลของสินค้าใช้ในบ้านสูง โดยเฉพาะกระดาษทิชชู อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาเตือนว่า ไม่ต้องซื้อกักตุนเหมือนที่มีความกังวลเกิดขึ้นบนโลกโซเชียล หนึ่งเพราะ กระดาษทิชชูส่วนใหญ่ (97%) ที่ซื้อขายในประเทศผลิตจากประเทศญี่ปุ่นเองและเป็นการนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ ฉะนั้นแล้ว อุตสาหกรรมนี้จึงไม่ได้พึ่งพาทรัพยากรจากฝั่งประเทศตะวันออกกลาง
เวียดนาม: น้ำมันสำรองน้อย ลดเที่ยวบินในประเทศ
เวียดนามอาจจะเจอผลกระทบหนักสุด… The Diplomat กล่าวว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีน้ำมันสำรองน้อยที่สุดในภูมิภาค เมื่อดูจากปริมาณน้ำมันนำเข้าทั้งหมดแล้ว น่าจะมีน้ำมันที่เพียงพอสำหรับการใช้เพียง 9 วันเท่านั้น ความวิกฤตด้านพลังงานนี้ ทำให้เวียดนามขอความช่วยเหลือไปยังญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เนื่องจากเป็นสองประเทศที่มีน้ำมันสำรองที่มากที่สุดตอนนี้ ญี่ปุ่นมีน้ำมันพอใช้ 254 วัน และเกาหลีมีน้ำมันพอใช้ที่ 208 วัน
ข้อมูลจาก Reuters อธิบายว่า 80% ของน้ำมันดิบที่เวียดนามนำเข้านั้นมาจากประเทศคูเวต ซึ่งตอนนี้เส้นทางเดินเรือจากช่องแคบฮอร์มุซถูกระงับไว้อยู่ และเวียดนามก็นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูป (refined fuels) ในปริมาณที่มากเช่นเดียวกัน โดยโรงกลั่นสองแห่งในประเทศสามารถผลิตได้เพียง 70% ของความต้องการของประเทศ ซึ่งผลิตได้เป็นน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และนอกเหนือจากนั้นเป็นการนำเข้า
ตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้น ราคาน้ำมันเบนซินขึ้นประมาณ 30% ในขณะที่น้ำมันดีเซลขึ้นไปประมาณ 40% ความกังวลของการขาดแคลนน้ำมันส่งผลให้รัฐบาลเวียดนาม ออกมาขอความร่วมมือให้บริษัทต่างๆ ใอนุญาติให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from home เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมัน
นอกจากนี้ สายการบิน Vietnam airlines ที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ (state-owned) ประกาศว่าจะมีการลดเที่ยวบินที่ไม่จำเป็น รัฐบาลจะให้ความสำคัญของเส้นทางการบินที่จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ การท่องเที่ยว ค้าขาย หรือการทูต
ในเบื้องต้น ประกาศบอกว่า จะหยุดให้ดำเนินการเส้นทาง 7 เส้นในประเทศ อาทิเช่น จากเมือง Hai Phong ไปยัง Buon Ma Thuot, Cam Ranh, Phu Quoc และ Can Thoc และหยุดเส้นทางจากเมืองหลวง Ho Chi Minh City ไปยัง Van Don, Rach Gia และ Dien Bien
โดยรวม จะเป็นการลดเที่ยวบินภายในประเทศ 23 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2569 เพื่อคงจำนวนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากประเทศตะวันออกกลาง นอกจากนี้ Vietnam Airlines มีแผนที่จะขึ้นราคาเชื้อเพลิงในเที่ยวบินระหว่างประเทศตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. 69 เป็นต้นไป
ล่าสุดเวียดนามและรัสเซียเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แหล่งข่าวของเวียดนาม Vietnam net กล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีการพูดคุยกันถึงการร่วมมือกัน (bitateral relation) จากอุปสรรคในหลายๆ อย่างที่เผชิญอยู่ การทำงานร่วมกันจะช่วยยกระดับศักยภาพของทั้งสองประเทศในทุกมิติ ทั้ง พลังงานสะอาด หลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
และในที่สุดมีการลงนามข้อตกลงการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียแห่งแรกในเวียดนาม การบรรลุข้อตกลงนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งพันธมิตรของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ทางนายกรัฐมนตรีของเวียดนามมีความต้องการที่จะให้รัสเซียเข้าร่วมการปรึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี และสร้างระบบขนส่งในเมืองใหญ่อย่าง Hanoi และ Ho Chi Minh City อีกด้วย
จีน: ไม่สาหัสเท่าประเทศอื่น เพราะใช้แหล่งเชื้อเพลิงถ่านหิน
ในฝั่งของจีน Nikkei Asia มองว่า ประเทศจีนมีความผันแปรต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าเศรษฐกิจอื่นๆ เหตุผลหลัก คือ ประเทศจีนยังคงพึ่งพาแหล่งพลังงานจากส่วนอื่นๆ อยู่มากเช่น ถ่านหินและหลังงานหมุนเวียน ในปี 2024 ประเทศจีนพึ่งพาแหล่งพลังงานจากถ่านหินมากถึง 53% ของจำนวนพลังงานทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ารัฐบาลจีนจะนิ่งเฉย เพราะสงครามที่เกิดขึ้นก็กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอยู่ดี ทางการของจีน National Development and Reform Commission (NDRC) ออกมาประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มี.ค. 2569 ว่า จะปรับเพิ่มราคาขายปลีกสูงสุด ของน้ำมันเบนซิน เป็น 1,160 หยวนต่อตัน และราคาของน้ำมันดีเซล เป็น 1,115 หยวนต่อตัน และ NDRC จะมีการทบทวนราคาน้ำมันทุกๆ 10 วันทำงานเพื่อปรับหากมีความจำเป็น
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ตามหลักการคิดราคาน้ำมันของประเทศจีน ราคาของน้ำมันเบนซิลและน้ำมันดีเซลควรจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,205 หยวน และ 2,120 หยวนต่อตัน ตามลำดับ หากไม่ได้มีมาตรการรัฐเข้ามาช่วย ทั้งนี้ Reuters กล่าวว่า การกำหนดราคาในครั้งนี้ มีความใกล้เคียงกับระดับราคาที่เคยเห็นในปี 2022 หรือช่วงที่รัสเซียบุกรุกเข้ายูเครน
ไทย: ขอความร่วมมือ ‘ประหยัด’ รัฐเร่งช่วย 5 กลุ่มกระทบหนัก
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางสูง สงครามจึงเป็นการเพิ่มความเปราะบางให้แก่เศรษฐกิจไทยโดยตรง
ข้อมูลจาก The Guardian ชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือต่างๆ รวมถึงขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐและประชาชน เพื่อปรับตัวกับสภาวะที่ไม่แน่นอนนี้ ในส่วนของภาครัฐ ได้มีการระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงนี้ มีการรณรงให้เจ้าหน้าที่รัฐแต่งกายด้วยเสื้อแขนสั้นเพื่อให้พึ่งพาการเปิดเครื่องปรับอากาศลดลง
นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังเพิ่มสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพจาก 5% เป็น 7% และระงับการส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ไปต่างประเทศ ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลมีมาตรการให้เงินอุดหนุน (subsidies) แก่น้ำมันดีเซล แต่มาตรการรัฐเช่นนี้ก็ทำให้รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 1 พันล้านบาทต่อวัน (คิดเป็น 22 ล้านปอนด์)
ในขณะที่พฤติกรรมของคนไทย “panic buying” หรือการซื้อน้ำมันด้วยความตื่นตระหนก ได้เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เนื่องจากประชาชนหวั่นกลัวต่อราคาน้ำมันที่ไม่แน่นอนและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ข้อมูลล่าสุดจาก Infoquest ระบุว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการคลัง ออกมาชี้แจ้งถึง 5 กลุ่มแรกที่รัฐจะเข้าไปช่วยเหลือหลังจากนี้คือ
- กลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีประมาณ4 ล้านคน จะเป็นการเติมเงินเข้าไปในบัตรที่เงินอุดหนุนมาจากงบประมาณกลาง และจะเริ่มดำเนินการทันทีหลังจากการจัดตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่เสร็จเรียบร้อย
- กลุ่มขนส่ง ภาครัฐจะช่วยกลุ่มรถสาธารณะทั่วประเทศที่มีอยู่ประมาณ 30,000 ราย และกลุ่มรถบรรทุกสินค้า 6 แสนราย โดยอาจจะเป็นการจ่ายเงินไปที่ผู้ประกอบการหรือจ่ายตรงไปที่ผู้ขับรถบรรทุก
- กลุ่มเกษตรกร โดยรัฐบาลจะเข้ามาช่วยดูแลค่าปุ๋ยที่ราคาสูงขึ้น และช่วยดูน้ำมันทดแทนสำหรับชาวประมง เช่น อาจจะเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน B20 แทน
- กลุ่มผู้รับเหมาภาครัฐ เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณถึงการชะลอการทำสัญญาต่างๆ รัฐมองว่าจะเข้าไปดูและปรับค่า K
- ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ โดยรัฐบาลจะจัดเตรียมพวกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้เศรษฐกิจเกิดสภาพคล่อง
สิงคโปร์-ออสเตรเลีย จับมือช่วยเหลือกัน
สิงคโปร์เป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันกลั่นรายใหญ่โลก ในขณะที่ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ผลิตก๊าซธรรมชาติ (LNG) ได้อันดับต้นๆ ของโลก ใกล้เคียงกับกาตาร์ สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ทั้งสองจะมีความสัมพันธ์ที่ดีและพร้อมจะยกระดับความร่วมมือในช่วงวิกฤตนี้ ล่าสุด นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของสิงคโปร์ Lawrence Wong ได้หารือกับพันธมิตรจากออสเตรเลีย Anthony Albanese เรื่องความกังวลที่มีต่อสงครามและเรื่องพลังงานโลกที่กระทบเป็นวงกว้าง
แหล่งข่าว Channel News Asia เผย ทั้งสองประเทศมีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และสนับสนุนการเคลื่อนย้ายของสินค้าจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติระหว่างสองประเทศ
มากไปกว่านี้ทั้งสองประเทศจะยกระดับความสัมพันธ์ และจะเร่งเจรจา สำรวจทางเลือกในการร่วมมือกันต่อไปในอนาคต ซึ่งอาจเป็นการทำข้อตกลงลักษณะทวิภาค (bilateral agreements) เช่น การปรึกษาหารือ และการแจ้งเตือนล่วงหน้าในกรณีที่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในอนาคต
ก๊าซธรรมชาติ LNG เป็นสิ่งที่ต้องการและมีการค้าขายกันทั่วโลก และเป็นทรัพยากรล่ำค้าของสิงคโปร์ เพราะสิงคโปร์พึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากถึง 95% เพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า ถึงแม้สิงคโปร์จะนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากหลายประเทศ แต่ออสเตรเลียเป็นแหล่งนำเข้าในสัดส่วนที่มากที่สุดมากถึง 39.4% และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากกาตาร์ในตอนนี้เป็นเรื่องที่ยาก

โอกาสของสายการบินเอเชีย เพิ่มเที่ยวบิน-ทดแทนตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ในขณะที่บางประเทศมีการปรับลดจำนวนเที่ยวบิน ยกเลิกเที่ยวบิน แต่สายการบินประจำชาติอย่าง Singapore Airlines รวมถึงสายการบิน Cathay Pacific ของฮ่องกงต่างเพิ่มปริมาณเที่ยวบินในช่วงนี้ เพื่อรองรับความต้องการของคนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางอยู่
Nikkei Asia ระบุ สายการบินเอเชียกำลังเร่งเข้ามาเติมช่องว่าง จากการที่สายการบินในตะวันออกกลางไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
สายการบินในตะวันออกกลาง เช่น Emirates, Qatar และ Etihad ล้วนแต่บินออกจากเมือง Dubai, Doha และ Abu Dhabi เป็นหลัก และมีความจะเป็นต้องยกเลิกหลายร้อยเที่ยวบิน มีข้อมูลว่าในตอนนี้สายการบิน Emirates สามารถดำเนินการได้เพียง 75% เปรียบเทียบจากช่วงเวลาก่อนเกิดสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และประสิทธิภาพของสายการบิน Qatar และ Ethihad อยู่ที่ 25% และ 51%ตามลำดับ
ในส่วนของการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินนั้น จะเป็นการเพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางจากเอเชียไปยังยุโรป เช่น ลอนดอนและปารีสเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาเชื้อเพลิงน้ำมัน ทำให้หลายสายการบินมีการปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องบินลำที่ใหญ่ขึ้น เพื่อบรรจุจำนวนผู้โดยสารต่อเที่ยวได้มากขึ้น
ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตเกิดขึ้น ทำให้เราได้เริ่มเห็นบางอย่าง คือการที่แต่ประเทศมองหาพันธมิตรใหม่ๆ หรือสร้างความสัมพันธ์ที่มีอยู่ให้เแข็งแรงยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เห็นล่าสุดคือความสัมพันธ์ระหว่าง เวียดนาม-รัสเซีย และ สิงคโปร์-ออสเตรเลีย ทั้งสองความสัมพันธ์นี้ต่างสร้างผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเพื่อให้สร้างความเชื่อมั่นในอนาคตว่า หากความไม่แน่นอนเกิดขึ้นอีก จะมีพันธมิตรนี้คอยช่วยเหลือ และเป็นการสะท้อนว่าทิศทางของโลกาภิวัตน์หรือ Globalization ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ มีลักษณะการสร้างพันธมิตร สร้างข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ หรือ Bilateral มากขึ้น
ฟิลิปปินส์เป็นชาติแรกของโลกประกาศภาวะฉุกเฉิน
ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศแรกของโลกที่ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติเพื่อรับมือต่อวิกฤตพลังงานที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังเกิดสงครามในตะวันออกกลางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 โดยประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ผู้นำฟิลิปปินส์ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติเพื่อรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้นต่ออุปทานพลังงานของประเทศ ซึ่งมีสถานีบริการน้ำมันมากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศได้หยุดให้บริการ เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อให้มั่นใจถึงการเคลื่อนย้าย การจัดหา การกระจาย และความพร้อมใช้งานของเชื้อเพลิง อาหาร ยา สินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ ให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ เพราะสงครามที่เกิดขึ้นได้สร้างความไม่แน่นอนในตลาดพลังงานโลก ทำให้เกิดการหยุดชะงักอย่างรุนแรงของห่วงโซ่อุปทาน และเกิดความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ประกาศภาวะฉุกเฉินจะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 1 ปี และให้อำนาจแก่รัฐบาลในการจัดซื้อเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่จำเป็น เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอและทันเวลา และหากจำเป็นสามารถชำระเงินล่วงหน้าบางส่วนของสัญญาได้
ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเกือบ 26% โดยมีมูลค่าการนำเข้าในปี 2567 สูงถึง 16,000 ล้านดอลลาร์
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




