บทบาทของสหรัฐอเมริกา ในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ต้องมองไปที่อนาคตอันใกล้นี้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทั้งทิศทางของอำนาจทางการทหาร เศรษฐกิจ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะคาดการณ์ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าโลกาภิวัตน์ (Globalization) จะไม่หายไป แต่จะเปลี่ยนรูปแบบจากโลกาภิวัฒน์ “แบบเก่า” ที่มีกฏกติการ่วมกันและผลักดันไปในทางเดียวกัน มาเป็นโลกภิวัฒน์ “หลายขั้ว-หลายรูปแบบ” ยึดโยงกันในระดับภูมิภาค (Regional) หรือ ระดับท้องถิ่น (Local) มากขึ้น
อมิตาฟ อาชาเรีย (Amitav Acharya) ศาสตราจารย์พิเศษด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ American University, Washington, D.C. ให้ความเห็นผ่านบทความ The decline of the West and the rise of “the Rest” will lead to a new world order ว่า Globalization หรือโลกาภิวัตน์จะไม่ได้หายไปไหน แต่จะเปลี่ยนทิศทาง จะเคลื่อนย้ายไปสู่ทางฝั่งตะวันออกมากขึ้น และในโลกที่ระเบียบโลกเป็น Multiplexity แต่ละประเทศจะหลีกเลี่ยงการจัดตั้ง ‘rigid alliances’ หรือ พันธมิตรที่แน่นแฟ้นไม่ยืดหยุ่น แต่จะมองหาพันธมิตรจาก ‘issue- and time- specific’ มากกว่า หรือ เลือกพันธมิตรจากประเด็นที่เฉพาะเจาะจง หรือขึ้นอยู่กับช่วงเวลานั้น ๆ
ในขณะเดียวกัน หยวน หยวน อัง (Yuen Yuen Ang) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ชาวสิงคโปร์ สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันในเรื่องของโลกาภิวัตน์รูปแบบใหม่ ในบทความ The World Order After 2025
Ang มองว่า Polycrisis เป็นคำศัพท์ที่ถูกนำมาใช้อธิบายปัญหาที่ซับซ้อน หรือ ความไม่มั่นคงทั้งหลายที่เกิดขึ้นอยู่ แต่คำนี้ไม่สามารถที่จะสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมนุษย์ที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาใหญ่นี้ได้ โดย Ang จึงเสนอแนวคิดใหม่ และให้มองช่วงเวลานี้เป็น Polytunity หรือ โอกาสการเปลี่ยนแปลงโลกจากชายขอบหรือจุดเล็ก ๆ
‘โลกาภิวัตน์’ ไม่หายไป แต่เปลี่ยนรูปแบบ อยู่ใกล้ตัวมากขึ้น
มุมมองของ Acharya เห็นว่า โลกาภิวัตน์จะไม่จบลง ไม่ใช่การ De-globalization แต่จะเป็นการ Re-globalization หรือการกลับมาของโลกาภิวัตน์ในรูปแบบใหม่ ที่จะถูกนำโดยประเทศจากฝั่งตะวันออกโดยเฉพาะจากเอเชีย
Acharya มอง ‘เอเชีย’ ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางของการเติบโตระดับโลก แต่ยังเป็นจุดเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกันแห่งใหม่
ห่วงโซ่อุปทานแบบใหม่จะเกิดขึ้น และมีลักษณะที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นตามบริบทพื้นที่ (Localized) เรียบง่าย (Minimalist) และเสมือนจริง (Virtual) ห่วงโซ่อุปทานแบบใหม่นี้ เกิดขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกและภาษีทรัมป์ และในเวลาเดียวกัน ก็เพื่อตอบสนองการ เปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจากสิ่งอื่นๆ เช่น ระบบอัตโนมัติ ความกังวลด้านความยั่งยืน และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
ในขณะเดียวกัน ประเทศจีนได้พัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาสหรัฐฯน้อยลง และมุ่งเป้าไปยังตลาดในประเทศกำลังพัฒนาโดยตรงมากขึ้น การกลับเข้าสู่โลกาภิวัตน์ในรูปแบบใหม่ Re-globalization จะช่วยเพิ่มศักยภาพและความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทษศที่กำลังพัฒนาที่ยังคงวางตัวเป็นกลาง
ทั้งนี้ ผลสำรวจล่าสุดของ Economist Group พบว่า ยุทธศาสตร์การวางตัวเป็นกลางจะช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก
ในด้านของ Ang ชี้ โลกาภิวัตน์จะไม่จากหายไป แต่จะเปลี่ยนรูปแบบเช่นเดียวกัน ห่วงโซ่อุปทานที่ยาวเหยียดและเปราะบางจะถูกแทนที่ด้วย Supply chain ที่สั้นลงและมีความยืดหยุ่นกว่า และประเทศที่กำลังพัฒนาไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดที่ร่ำรวยได้อีกต่อไป ในทางกลับกัน ประเทศเหล่านี้ต้องหันมาร่วมมือกับเพื่อนบ้านและรื้อถอนอุปสรรคต่าง ๆ ที่อาจยับยั้งการค้าในภูมิภาคอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น AI จะเปลี่ยนแปลงวิธีการดำรงชีวิตและการทำงานของมนุษย์ Ang ชี้ AI อาจนำไปสู่การกระจุกตัวของอำนาจและความมั่งคั่งที่มากขึ้น และในเวลาเดียวกันอาจลดอุปสรรค (barriers) ในการเข้าถึงความรู้และผลิตภาพได้ จากการแปล การสอนพิเศษ หรือ การแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชุมชนที่ถูกกีดกันออกจากเครือข่ายชนชั้นนำมาเป็นเวลานานทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์และการถูกนำมาใช้
การสร้างโลกของฝั่งตะวันตก เหมือนระเบิดเวลา?
Ang ให้ความเห็นว่า โลกาภิวัตน์ที่ผ่านมาเกิดจากขึ้นพันธมิตรฝั่งตะวันตก (Western allies) เมื่อ 80 ปีที่แล้วหลังจากที่ชนะสงคราม โดยมีการออกแบบระบบเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ ระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนคำมั่นสัญญาสามประการที่เกี่ยวพันกัน ได้แก่ เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ควบคุมโดยการเป็นผู้นำของอเมริกา ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมที่ยกระดับมาตรฐานการครองชีพอย่างต่อเนื่อง (Living standards) และโลกาภิวัตน์ที่จะกระจายความมั่งคั่งผ่านการค้าและการบูรณาการ
แต่อย่างไรก็ตาม Ang กล่าวว่า ระเบียบหลังสงครามนั้นมีเมล็ดพันธุ์แห่งความล่มสลาย เพราะอำนาจกระจุกตัวอยู่ในสถาบันที่นำโดยชาติตะวันตก ที่อ้างว่าพูดแทนโลก การครอบงำของสหรัฐฯ มักนำไปสู่การก้าวร้าวและการหยิ่งยโส
“สงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และความเชื่อมั่นในความเหนือกว่าของโมเดลแบบสหรัฐฯ บดบังความเป็นจริงของการเสื่อมถอยภายในประเทศ”
นอกจากนี้ ผลลัพธ์จากโลกาภิวัตน์ยังทำให้เกิดข้อตกลงที่ไม่สมดุล การผลิตต้นทุนต่ำในประเทศยากจนทำให้ผู้บริโภคในประเทศร่ำรวยสามารถซื้อสินค้าได้อย่างมากมาย แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เมื่อบริษัทต่างๆ ในอเมริกาและยุโรปย้ายการผลิตไปต่างประเทศ ชุมชนท้องถิ่นก็สูญเสียงานและความมีชีวิตชีวา ในขณะเดียวกัน ทำให้ระบบการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น การสะสมความมั่งคั่งทำได้ง่ายขึ้นเพียงแค่ผ่านการเก็งกำไรและภาวะเงินเฟ้อของราคาหุ้น ซึ่งยิ่งทำให้คนรวยที่สุดมั่งคั่งขึ้นโดยไม่ก่อให้เกิดคุณค่าทางสังคมใดๆ
ระเบียบโลกใหม่ Multiplexity vs. Multipolarity
ในเรื่องของระบบโลกใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น Acharya แย้ง คำว่า Multipolarity ไม่เพียงพอและไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงของโลกได้ เพราะ Multipolarity สื่อถึงการแบ่งอำนาจทางการทหารและเศรษฐกิจระหว่างประเทศใหญ่ ๆ มากกว่า และ ละเลยบทบาท แนวคิด และผู้นำที่มาจากประเทศที่ไม่ได้เป็นมหาอำนาจ
คำที่จะอธิบายบริบทของโลกได้ครอบคลุมมากกว่าคือ Multiplexity (โลกแบบพหุลักษณ์) เรียกได้ว่า โลกในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่มีอะไรตายตัว ไม่มีใครหรือกลุ่มใดเป็นเจ้าอำนาจหรือเจ้าระเบียบ ระเบียบโลกแบบ Multiplexity จะกำหนดรูปแบบของโลกาภิวัตน์และความร่วมมือระดับโลก ซึ่งจะแตกต่างจากระบบหลายขั้วอำนาจ Multipolarity หรือยุคแห่งการครอบงำของชาติตะวันตกที่กำลังจะผ่านพ้นไป
โลกในรูปแบบ Multiplexity ที่ว่านี้จะมี 3 ลักษณะ
1) โลกจะไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือกลุ่มประเทศใดกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจและอิทธิพลเหนือผู้อื่น Acharya มองสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเทศที่มีอำนาจโดดเด่นอยู่ในด้านของการทหาร การเงิน และเทคโนโลยี แต่จีนก็จะมีความโดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาและการค้ามากกว่า ในส่วนของการรวมกลุ่มกันของระดับภูมิภาค เช่น ASEAN หรือ African Union มีโอกาสที่จะมีบทบาทมากขึ้นในการจัดการด้านการเมือง ความมั่นคง และการค้าบนเวทีโลก และกลุ่มประเทศ G7 จะล้าสมัยและอาจสลายตัวไปในที่สุดหากไม่มีการปรับตัวหรือขยายเพิ่มเติม
2) อำนาจบนเวทีโลกและการจัดวางตัวบนเวทีโลก (Power and Alignment) จะขึ้นอยู่กับประเด็นที่เชี่ยวชาญหรือสนใจ และมีปัจจัยเรื่องช่วงเวลาเข้ามาเป็นเงื่อนไข
Acharya อธิบายเพิ่มว่า แต่ละประเทศจะหลีกเลี่ยงการจับกลุ่มสร้างพันธมิตร หรือ การมี ‘rigid alliances’ และหลีกเลี่ยงการเลือกฝั่ง บางประเทศอาจสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่าในบางหัวข้อ แต่ยังคงต้องการความสัมพันธ์ที่ดีกับอีกฝ่ายในหัวข้ออื่นๆ
ยกตัวอย่าง หลายประเทศอาจจะมีความสัมพันธ์ที่ดีและได้รับความช่วยเหลือจากจีนในด้านของเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน และในเวลาเดียวกันก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯในเรื่องของความปลอดภัยและมั่นคง
ทั้งนี้แนวโน้มของนโยบายการต่างประเทศที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเพิ่มขึ้น
3) จะไม่มีประเทศไหนเป็นผู้นำในทุกๆ เรื่อง Acharya มอง สหรัฐฯ จะยังคงรักษาพันธมิตรต่างๆ ด้านทางความมั่นคงเอาไว้ จีนจะกลายเป็นผู้นำด้านค้าและมีอำนาจการต่อรองที่มากขึ้น สหภาพยุโรปจะขึ้นเป็นผู้กำหนดทิศทางในเรื่องของกฎหมายสภาพอากาศ
ในส่วนของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือ Global South การหาความ่วยเหลือจากต่างประเทศหรือพันธมิตรจะขึ้นอยู่กับประเด็นนั้นๆ เช่น เรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสาธารณสุข โดยตัวอย่างความช่วยเหลืออาจมาจาก UK เยอรมณี อินเดีย ตรุกี บราซิล หรือ ซาอุดิ อาราเบียเป็นต้น
ระเบียบโลกใหม่ จากประเทศไม่ใช่มหาอำนาจ
ในฝั่งของ Ang ยังคงใช้คำ Multipolarity อยู่ และนำมาอธิบายในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์ว่า ลักษณะของระเบียบโลกใหม่นี้ ภูมิรัฐศาสตร์จะมีหลายขั้วอำนาจ (Multipolarity)โดยมองว่าสหรัฐฯ และจีนจะเป็นสองประเทศมหาอำนาจ แต่จะไม่มีประเทศใดก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าโลก (Hegemon)
Ang มองว่า การกระจายอำนาจเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความวุ่นวาย หากประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจ (Non-dominant countries) เข้ามามีบทบาทและรับผิดชอบมากขึ้นในการจัดหาบริการสาธารณะระดับโลก และหาแนวทางสร้างสรรค์ในการร่วมมือกัน
แนวคิดใหม่ ‘Polytunity’ โอกาสทองจากวิกฤตทับซ้อน
Ang เล่า ทุกวันนี้โลกเจอกับปัญหาที่ยุ่งยากในการแก้ไขและซับซ้อนมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้นำและนักคิดชาวตะวันตกต่างรู้สึกหนักใจกับ Polycrisis หรือ วิกฤตการณ์หลายด้าน Ang มีมุมมองต่อคำนี้ว่า คำนี้อธิบายถึงความยุ่งเหยิงของภัยอันตรายระดับโลกได้ แต่กลับไม่สามารถสะท้อนถึงสาเหตุที่แท้จริงได้ Polycrisis อาจนำมาซึ่งความกลัวและอาจบดบังความรับผิดชอบ และปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาระดับนานาชาติจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อาจนำไปสู่ความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่จะทำการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง Ang จึงย้ำว่า นี่คือเหตุผลที่เราควรนึกถึงช่วงเวลานี้ ไม่ใช่ในฐานะวิกฤตการณ์หลายด้าน แต่เป็น Polytunity หรือ ‘โอกาส’ ครั้งสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงระดับโลกจากชายขอบ และการเปลี่ยนแปลงนั้น ‘ทัศนคติ’ เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ไม่ว่าโลกจะคว้าโอกาสนี้ไว้หรือจะตกอยู่ในวิกฤตการณ์หลายด้าน การเปลี่ยนแปลงทัศนคติเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดในหมู่ประชากรส่วนใหญ่ของโลก
Ang เชื่อว่า ประชากรโลกในทุกวันนี้ มีศักยภาพและมีอำนาจบทบาทมากกว่าที่เคยเป็นมา
‘เอเชีย’ จะเป็นจุดศูนย์กลางแห่งใหม่?
Acharya มองว่า เอเชียจะเป็นใจกลางการเติบโตใหม่ของโลก เพราะภูมิภาคเอเชียมีส่วนถึง 57% ของการเติบโตของ GDP โลกระหว่างปี 2015 ถึง 2021 (คิดเป็น 42% ของ GDP โลก เมื่อพิจารณาจากอำนาจซื้อ – Purchasing Power parity) นอกจากนี้การค้าในเอเชียเป็นตลาดที่ใหญ่มากด้วย การค้าภายในภูมิภาคเอเชียเป็นรองเพียงสหภาพยุโรป
เป็นที่แน่นอนว่า สงครามภาษีของทรัมป์อาจรบกวนการเติบโตของเอเชีย เนื่องจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ แต่ในเวลาเดียวกันก็จะมีผู้ชนะและผู้แพ้รายใหม่เกิดขึ้น ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นอยากมาก เช่น เวียดนาม เกาหลี ไต้หวัน เม็กซิโก และสหภาพยุโรป มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ แต่นั้นก็ไม่ได้แปลว่า “โลกาภิวัตน์จะสิ้นสุดลง”
แต่ในความโชคดีก็คือ โครงสร้างพื้นฐานและนโยบายที่ประเทศในเอเชีย เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และบังกลาเทศ สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตและการค้าของตน จะยังคงมีประโยชน์ในขณะที่ประเทศเหล่านี้ปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงทางการค้าโลกใหม่
ทางเลือกของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย
เหตุการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน สร้างความสั่นคลอนให้กลุ่มประเทศผลิตน้ำมัน ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และซาอุดีอาระเบียโดยเฉพาะในเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์
ที่ผ่านมาประเทศเหล่านี้วางตัว ‘เป็นกลาง’ บนเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก มีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในภูมิภาค เพื่อวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางระดับโลกที่มีความปลอดภัยและมั่นคงสำหรับการค้า การท่องเที่ยว และเงินทุน
ฉะนั้นแล้วการไม่ยั่วยุอิหร่าน ไม่เป็นศัตรูกับอิสราเอล และให้สหรัฐฯ เป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคง เป็นความหวังที่จะช่วยกลุ่มประเทศน้ำมัน ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจหลังยุคน้ำมันของตน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ กลับ “ทำลาย” โครงสร้าง ภาพความหวัง และความมั่นคงลงไป
หลังจากนี้ The Guardian มองว่า ประเทศกลุ่มผลิตน้ำมันกำลังถูกบีบให้เปลี่ยนกลยุทธ์จากการประนีประนอม (หรือพยายามเอาใจทุกฝ่าย) ไปสู่การเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอลโดยไม่สมัครใจ ซึ่งอาจส่งผลเสียอย่างมหาศาลต่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะยาวของตนเอง
สุดท้าย เรื่องการวางตัวบนเวทีภูมิรัฐศาสตร์ก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่แต่ละประเทศจะต้องคิดต่อและอาจต้องคำนึงถึงการอยู่ได้ด้วยตัวเองมากขึ้น หมายความว่า อาจต้องมองหาวิธีสร้างหรือเพิ่มความมั่นคงให้กับประเทศของตน มากกว่าการฝากความหวังความปลอดภัยไว้กับชาติใดชาติหนึ่ง
ที่มา: The decline of the West and the rise of ‘the Rest’ will lead to a new world order , The World Order After 2025
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




